trip

ด้วยความที่เราจาไปเที่ยวอีกแล้ว เลยนึกขึ้นมาได้เกี่ยวกับการจัดกระเป๋าเดินทาง (เพราะคุยกะเพื่อนแล้วแอบเก็กซิมว่าปกติมันจัดกระเป๋าเดินทางกันยังไงวะ...ดูเน่าๆพิกล) เราว่าเราก้อเป็นคนนึงที่เดินทางบ่อยนะ ดูจากสถิติปีนี้ก้อได้ เข้ามายังไม่ครึ่งปี ถ้านับรวมๆแล้วก้อเดินทางมาได้ 3-4 รอบแล้วหล่ะ (แล้วเสาร์นี้ก้อกำลังจาไปอีกแล้ว) เพราะงั้น...เลยอยากแชร์ประสบการณ์จัดกระเป๋าเดินทางซะหน่อย เหอๆๆ

ก่อนอื่น...ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า อันนี้เป็นวิธีการจัดกระเป๋าเฉพาะตัวของเรา คนอื่นอาจจาบอกว่า...กูก้อจัดแบบนนี้นี่หว่า ไม่เห็นแปลก แต่...เท่าที่เราดูๆมา คนรอบตัวเราไม่มีใครจัดแบบนี้ซักคน เหอๆๆ แล้วอันนี้ก้อเป็นการจัดกระเป๋าเดินทางไปเที่ยวแบบมีที่พักเรียบร้อย บ่ใช่ไปเดินป่าน่อ แล้วก้อไม่ใช่สำหรับไประยะยาวด้วย (แต่ใครจาสามารถเอาไป adapt ใช้ได้ก้อไม่ว่ากัน เหอๆๆ) ว่าแล้วก้อ...เข้าเรื่องเลยละกัน

1. ไปกี่วัน กระเป๋าใบไหนดี : ก่อนอื่นเราต้องดูก่อนว่าเราจาเดินทางไปกี่วัน โดยมากแล้วเราจานับเฉพาะคืนที่ไปถึงจนถึงวันที่เดินทางกลับ (ไม่นับคืนบนเครื่องบิน เพราะมันไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว) แล้วก้อจากะประมาณพวกชุดที่จาต้องใส่ อย่างเช่น ไปวันที่ 17 กลับ 21 ก้อเอาเสื้อไป 4 ตัว รวมตัวใส่ไปเป็น 5 ตัว กางเกงก้อ...2 ตัวพอ (เรากะประมาณ 3-4 วัน / ยีนส์ 1 ตัวอ่ะ) แล้วก้อชุดนอน 1 ชุด ของจุกจิกอีกนิดหน่อย รวมๆแล้วถ้าไปคนเดียวก้อเอาใบเล็กไปก้อได้ แต่ก้อสุดแท้แต่ว่าไปกี่คน ใช้กระเป๋าเดินทางใบเดียวกันรึเปล่าอ่ะนะ อ้อ...อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศของที่ที่จาไปด้วย จาได้เตรียมเสื้อผ้าได้ถูก แล้วก้อต้องเอายาเผื่อไปด้วย (เผื่อหาซื้อไม่ได้)

2. รวบรวมสัมภาระ : เมื่อเลือกกระเป๋าเดินทางได้แล้วก้อเริ่มรวบรวมสัมภาระทั้งหลาย เราจาเริ่มจาทำลิสท์ในหัวก่อนว่าจาเอาอะไรไปมั่ง ส่วนมากก้อจาคิดไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าแหละ ว่าอวัยวะส่วนไหนต้องใช้อะไรบ้าง เช่น หัว...ต้องใช้แชมพู ครีมนวด หมวกอาบน้ำ cotton bud สำลี เครื่องสำอางทั้งหลาย เสร็จแล้วก้อเอามากองรวมๆกันไว้ ต่อจากนั้นก้อตัว...ก้อรวมเสื้อผ้ามากองๆกันตามจำนวนวันที่คิดไว้แล้ว แล้วก้อไล่ไปถึงเท้า...

3. จัดกระเป๋า : พอรวบรวมของต่างๆได้ก้อเริ่มจัดกระเป๋ากัน ก่อนอื่นต้องแยกก่อนว่าอะไรที่เราจาถือเอง แล้วอะไรที่เราจาโหลด ส่วนที่เราจาโหลดก้อเอามาแพ็คใส่กระเป๋า เรามักจาเอาของจำพวกผ้าชิ้นใหญ่ๆไว้ข้างล่าง เช่นผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดผม ยีนส์ ปูรองกระเป๋าไปเลย ต่อด้วยพวกเสื้อทั้งหลาย อันนี้แนะนำเลยว่าให้พับแล้วม้วนอีกที ออกมาเป็นโรลๆ จาประหยัดที่ได้เยอะมาก อย่าปูแบเป็นแผ่ๆ เปลืองเนื้อที่ แล้วก้อจาทำให้กระเป๋าไม่แน่น พอถูกโยนจาทำให้ของข้างในเสียหายได้ พวกเครื่องสำอางก้อใส่กระเป๋าเล็กๆให้เรียบร้อย (ถ้าคิดว่าอันไหนอาจจาหกได้ก้อให้เอาถุงพลาสติกใส่รัดไว้อีกชั้นนึงก่อน) แล้วก้อควรจาเตรียมถุงพลาสติกไปด้วยซัก 2-3 ถุง เผื่อใส่เสื้อผ้าใช้แล้ว พวกกระเป๋าเครื่องสำอางเนี่ย ให้ไว้ข้างบนเสื้อ ส่วนพวกถุงเท้า เสื้อใน + กางเกงในก้อเอาไว้ยัดๆตามรู เพื่อให้กระเป๋ามันแน่นขึ้น ถ้ายังรู้สึกว่ากระเป๋ายังโล่งๆอยู่ก้อให้เอาอะไรก้อได้ที่เป็นถุงพองๆ (ส่วนใหญ่เราใช้เลย์ถุงใหญ่ หรือไม่ก้อถุงซิปล็อกเป่าลม) ยัดลงไปให้เต็ม ไม่งั้นถ้าถูกโยน กระเป๋าเละแน่ๆ

4. ตรวจสอบความเรียบร้อย : หลังจากเอาของทั้งหมดลงกระเป๋าแล้วก้อมาตรวจสอบอีกครั้งนึงว่าเราไม่ลืมอะไรนะ พวกของที่จาถือขึ้นเครื่องก้อหากระเป๋าที่คิดว่าจาใช้ในวันเดินทางมาใส่ของไว้เลย เพื่อป้องกันการลืม (แต่ถ้าถึงวันจิงดันลืมถือกระเป๋าไปก้อช่วยไม่ได้หล่ะนะ) เมื่อดูดีแล้วว่าไม่ลืมอะไรก้อจัดการรัดของในกระเป๋าให้เรียบร้อย แล้วก้อรูดซิปปิดกระเป๋าได้เลย ถ้าใครใช้กระเป๋าที่เป็นผ้าที่ขยายได้ เช่น กระเป๋าของโปโล เราแนะนำว่าถ้าของล้นจิงๆ ให้ขยายกระเป๋าก่อน พอรูดซิปปิดกระเป๋าแล้วลองรูดซิปปิดส่วนที่ขยายกระเป๋าดู ถ้ารูดได้ก้อไม่ต้องขยายหรอก เพราะแสดงว่ามันยังรับประมาณของได้โดยที่ยังไม่ต้องขยาย แล้วหลังจากนั้นก้อเอาเข็มขัดรัดกระเป๋าอีกที ป้องกันซิปแตกเวลาโยน

5. ข้อแนะนำ : ถ้ามีของหนัก เช่นหนังสือ หรือของใหญ่ๆ ควรเอาวางไว้ข้างล่างกระเป๋า ยิ่งถ้าหนักมาก ให้วางไว้ค่อนไปทางที่เป็นล้อของกระเป๋า เวลาลากมันจาได้ไม่ไหลไปทับของอย่างอื่น ถ้าเป็นของจำพวกซีดี ดีวีดี ของที่แตกได้ ให้ใส่แทรกๆลงไปกับเสื้อผ้าเลย แทรกไปตามขากางเกงยีนส์ หรือในชั้นพับของผ้าเช็ดตัว จาทำให้ของไม่แตก หรืออย่างน้อยก้อป้องกันได้ระดับนึง แล้วก้อควรจาจัดกระเป๋าให้แน่นที่สุดเท่าที่จาเป็นไปได้ อัดๆยัดๆมันเข้าไปเลย เพราะกระเป๋ายิ่งหลวมเท่าไหร่ ก้อมีโอกาสที่ของอย่างอื่นจาไหลไปไหลมา กระแทกกันเองจนเสียหายมากเท่านั้น (เคยเจอมาแล้ว พวกไม่ยอมยัด เพราะกลัวยัดแล้วของจาเสียหาย สรุป...ของแตกไม่มีชิ้นดี) ส่วนพวกถุงเท้า เสื้อในเนี่ย เอาไว้ยัดตามมุมกระเป๋า เพื่อไม่ให้พวกของ เช่น หนังสือ ไปกระแทกแล้วสันหัก เรียกง่ายๆว่า protect หนังสือหล่ะนะ ส่วนพวกพัด หรือถุงกระดาษที่ต้องการเก็บกลับมาด้วยเนี่ย ก้อเอาไปไว้ที่ฝากระเป๋า ไม่ต้องกลัวมันจาเน่า เพราะถ้าของเราเต็มกระเป๋า มันจาเป็นการค้ำยันฝากระเป๋าไม่ให้ยุบลงมาอยู่แล้ว

อืม...หลักๆก้อมีเท่านี้แหละมั้ง แค่นี้ก้อเดินทางได้หายห่วงแล้ว (ไม่ต้องมานั่งห่วงด้วยว่ามันโยนกระเป๋าแล้วของเราจารอดเหรอ)

สุดท้ายนี้...let's go to Macau & Hong Kong ไปเที่ยวดีกว่า...ลาหล่ะ เหอๆๆ

Epilogue : เก็บตกดินแดนฟาโรห์

posted on 26 Feb 2008 21:17 by imai283  in trip

เย่...ในที่สุดก้อถึงตอนสุดท้ายซักที (หลังจากใช้ trip อียิปต์หากินมาได้เกือบ 2 เดือน) จิงๆบางทีเราก้ออยากอัพเรื่องอื่นบ้างอ่ะนะ แต่ก้อเหมือนว่าเขียนเรื่องนี้อยู่ ไม่อยากให้เรื่องอื่นมาแทรกอ่ะ (บางคนบอกว่าไปเขียนหนังสือดีกว่า...แล้วจามีคนอ่านเหรอ???)

เอาเหอะ...เข้าเรื่องกันดีกว่า...จิงๆเราถ่ายรูปมาเยอะมากนะ (283 รูปได้...อ๊ะ บอกก่อนว่าเราไม่ได้ตั้งใจนะ มันบังเอิญ) แต่ก้อหยั่งที่บอก ส่วนใหญ่ออกมาค่อนข้างห่วย (ก้อเอาไว้ดูเองหนิ) แต่ถึงยังไงก้อมีอีกหลายรูปที่อยากเอามาลงหล่ะนะ เพราะฉะนั้น...คราวนี้ก้อเป็นเทศกาลสาดรูปล้วนๆ เหอๆๆ

Alexandria

อันนี้เป็นรูปทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อมองจากฝั่งเมือง Alexandria ถ่ายจากหน้าร้านอาหารมื้อแรกที่ไปถึง (เป็นข้าวมันไก่อียิปต์อ่ะ) เราว่ามองจากมุมนี้สวยที่สุดเลยนะ เห็นทะเลไกลออกไป แต่ถ้าได้เดินไปถ่ายอีกฝั่งนึงคงดีกว่า (แต่เราไม่อาจหาญเดินข้ามไปหรอก ยังไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้ง)

Alexandria

อันนี้เป็นสภาพของชุมชนในเมือง Alexandria ที่เห็นเป็นเส้นๆตรงกลางเป็นรางของรถราง เมืองนี้เป็นเมืองเดียวในอียิปต์ที่ยังใช้รถรางอยู่ ส่วนที่เห็นเป็นแผงๆนั่นก้อร้านค้าที่คนพื้นเมืองมาจับจ่ายซื้อของกันอ่ะ แต่ไกด์เราบอกว่าของถูกจิง แต่คุณภาพไม่ดีหรอกนะ

The Roman Theater

จิงๆแล้วนี่มันก้อหินดีๆนี่เอง (แล้วเอามาลงทำไม -*-) ป่าวหรอก จิงๆมันคือที่นั่งที่ The Roman Theater อ่ะ แต่ที่จาให้ดูไม่ใช่เรื่องนี้หรอก เห็นสัญลักษณ์ขีดๆกับสามเหลี่ยมป่ะ นั่นหน่ะเลขที่นั่ง เหมือนกับโรงหนังในปัจจุบันแหละ ที่ที่นั่งทุกที่มีเลขกำกับอยู่ จิงๆระบบนี้เค้าใช้กันมาตั้งเป็นพันๆปีแล้ว...

Citadel

นี่ไงป้อมปราการที่เราเคยเขียนถึงใน Chapter 1 แต่...ใครมันจาดูออกวะว่าเป็นป้อม (ยกเว้นคนที่ไปมา เหอๆๆ) ตรงที่ที่สร้างเนี่ยเคยเป็นที่ตั้งประภาคารฟารอสมาก่อน แต่ปัจจุบันเหลือแต่ซาก (ซึ่งอยู่ใต้น้ำ...)

หอสมุด Alexandria

อันนี้เป็นอีกมุมนึงที่ถ่ายจากหน้าหอสมุด Alexandria เป็นอีก 1 มุมยอดนิยม เพราะว่าเห็นทั้งสระน้ำหน้าหอสมุด แล้วก้อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย

หอสมุด Alexandria

เมื่อคราวก่อนให้ดูฝั่งที่เป็นหอสมุดใหม่ไปแล้ว นี่เป็นหอสมุดเก่าที่อยู่ข้างๆกัน จาสังเกตได้ว่าด้านหน้ามีรูปทรงคล้ายพีระมิดเลย สมกับที่เป็นหอสมุดในอียิปต์จิงๆ

Giza

นี่เป็นอีกมุมมองนึงของมหาพีระมิดที่ Giza อันนี้เป็นอันที่ใหญ่ที่สุดแหละ สังเกตแสง...แอบเหมือนที่เค้าชอบไปถ่ายกันเลย

Giza

หมู่พีระมิดเรียงกัน อันที่เห็นซ้ายสุดคืออันเดียวกับรูปข้างบนอ่ะ ส่วนอันกลางเป็นอันที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 จาเห็นว่าส่วนยอดเป็นพื้นผิวเรียบๆ คาดว่ามันน่าจาเคยเป็นแบบนี้ทั้งอันแหละ

Aswan High Dam

อันนี้เป็นเขื่อนอัสวานที่พูดถึงไปคราวก่อน แต่...ก้อหยั่งที่บอก มองออกป่าวหล่ะว่ามันเป็นเขื่อนหน่ะ เหอๆๆ

Aswan

นี่ไงสภาพบ้านคนอียิปต์ ก้อบอกแล้วว่าเค้าสร้างไปอยู่ไป เห็นป่าวมีตากผ้าด้วย (นี่ถ่ายจาบ้านคนที่อยู่หลัง The Unfinished Obelisk เลยนะ)

Karnak

นี่เป็นส่วนคานของโถงในวิหาร Karnak จาเห็นว่าสียังอยู่เกือบสมบูรณ์เลย ขนาดผ่านกาลเวลามาเป็นพันๆปีนะเนี่ย

Luxor

นี่ไง...มัสยิดที่บอกว่าผุดขึ้นมากลางวิหาร Luxor แต่ถึงจาบอกว่าพึ่งสร้างก้อเหอะ แต่ก้อมีอายุเป็นร้อยๆปีแล้วนะ

Luxor

อันนี้อาจจาไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ (ก้อตอนนั้นมันเริ่มมืดแล้วอ่ะ) แอบงงหล่ะสิว่าทำไมประเทศอิสลามมีรูปวาดเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ได้ อันนี้เป็นส่วนนึงในวิหาร Luxor เหมือนกัน คือ...ในสมัยที่ศาสนาคริสต์เข้ามาในอียิปต์ ตรงส่วนนี้โดนอิทธิพลของศาสนาคริสต์ เลยกลายสภาพเป็นโบสถ์ไประยะนึง ภาพวาดนี้ก้อได้มาตอนนั้นแหละ

Luxor

ด้านหน้าวิหาร Luxor ตอนกลางคืน เค้าจาฉายไฟ light up เราว่ามันก้อสวยดี แปลกไปจากมุมที่เห็นตอนกลางวัน สวยไปอีกแบบ...

Valley of the King

อันนี้เป็นแผนผังสุสานของฟาโรห์รามเสสที่ 9 ที่เราเข้าไปดูมา ก้อบอกแล้วว่าราชวงศ์รามเสสเค้าชอบสร้างหลุมศพแบบทางตรง

Deir El Bahari

อันนี้เป็นเสาส่วนนึงของวิหาร Deir El Bahari ที่พระราชินี (หรือจาเรียกว่าฟาโรห์ดี) Hatshepsut เป็นผู้สร้างขึ้น เชื่อว่าที่นี่ก้อเป็นที่ทำพระศพของพระนางด้วย จาเห็นได้ว่าเสาถูกสลักเป็นใบหน้าของพระนางในท่าทางเหมือนกับเทพโอซิริส ซึ่งปกติไม่มีราชินีคนไหนเค้าทำกันหรอก มีแต่ฟาโรห์ที่จาทำได้ แต่พระนางประกาศตัวเองขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ ก้อเลยต้องทำหยั่งงี้ไว้เป็นหลักฐานการเป็นฟาโรห์ (ใครคิดเหมือนเรามั่งว่าหน้าตาของเสานี่ก้อเหมือนหน้าผู้หญิงจิงๆอ่ะ ดูเหมือนยิ้มอยู่ตลอดเวลาเลยด้วย)

Chapter 6 : Luxor

posted on 17 Feb 2008 00:26 by imai283  in trip

วันนี้ไปเจาะหูมาแหละ (รูที่ 4) จิงๆแล้วเราตั้งใจว่าจาไปเจาะหลายวันแล้ว แต่ว่าไม่ได้เจาะซะที (ก้อร้านนี้คนมันเยอะอ่ะ) แต่วันนี้เห็นเป็นโอกาสดี เอาวะ...เจาะก้อได้ เดินเข้าไป เจาะจึ่ก แล้วก้อเดินออกมา...รวมเวลาทั้งสิ้น 3 นาทีถ้วน จิงๆแล้วแอบระบบอยู่เหมือนกันนะเนี่ย เจ็บนิดๆ แต่ว่ามันเจาะลงบนรูเดิมที่เคยเจาะไว้แต่มันตันไป ก้อเลยรู้สึก (ไปเอง) ว่ามันคงไม่เจ็บมาก แต่รู้มันใหญ่มากเลยนะ เพราะว่าดันไปเจาะที่ร้านสัก พี่แกเลยเอาจิวเจาะให้ เป็นไทแทเนี่ยมด้วยแหละ (เค้าบอกว่ามันเป็นเครื่องมือแพทย์ ไม่แพ้หรอก...จิงเหรอวะ -*-) เอาเหอะ...จาเน่าไม่เน่า อีก 2-3 วันก้อรู้

 

กลับเข้าเรื่องดีกว่า หายไปอีกหลายวัน...วันนี้เราก้อยังออกไปไม่พ้น Luxor ซะที แต่วันนี้เราไปเที่ยวอีกฝั่งนึงของแม่น้ำไนล์กัน (ข้ามไปเที่ยวฝั่งเมือง Thebes เก่า) เที่ยวครึ่งวัน แล้วตอนบ่ายกลับบ้าน อยากบอก...แม่งขากลับเครื่องบินดีเลย์ตั้งชม.นึง จากบ่าย 3 กว่า กลายเป็นบ่าย 4 กว่า ต้องอยู่ในสนามบิน (ที่ไม่มีอะไรเลย) ตั้ง 3-4 ชม.มันน่าเบื่อมากเลยนะ ขอบอก...แถมตอนไปเปลี่ยนเครื่องที่คูเวตเกทก้อเปลี่ยนอีก มีปัญหามากมาย แล้วอีเด็กอังกฤษที่นั่งข้างหลังแม่งก้อคุยกันเสียงโคตรดัง เอาเท้ามาดันๆเบาะตลอดเวลาเลยด้วย เซ็งจิตมาก...แต่เราก้อยังนอนหลับ เหอๆๆ (เครื่องลงแล้วยังสามารถมาแวะสยามกินข้าวกะพี่มดได้ละกัน โฮะๆๆ)

 

 

Valley of the King

 

 

Valley of the King

            เป็นหุบผาที่เก็บพระศพของฟาโรห์ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ที่ 18 ราชวงศ์ที่ 20 เป็นการเจาะช่องเข้าไปในภูเขา ปัจจุบันพบหลุมศพทั้งหมดประมาณ 65 หลุม ในแต่ละวันจาเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปชมไม่เหมือนกัน เช่น ในวันนี้เปิดให้เข้าไปชมหลุมศพของฟาโรห์รามเสสที่ 1, 3 และ 9 ซึ่งหลุมศพของราชวงศ์รามเสสจามีลักษณะเป็นทางเดินตรง ยาวตลอด จนถึงที่ไว้พระศพ ตามผนัง 2 ข้างทางเดินจามีภาพเป็นเนื้อหาของ Book of the 2nd Life มีทั้งหมด 14 เล่ม แล้วแต่ว่าฟาโรห์องค์นั้นจาโปรดให้สลักเล่มไหนไว้ ในการขุดหลุม บางครั้งหากขุดไปเจอหลุมที่มีอยู่ก่อนแล้ว อาจจาต้องเปลี่ยนเส้นทาง (เช่น หลุมของฟาโรห์รามเสสที่ 3) บางหลุมอาจถูกกลบทับด้วยหลุมอื่นที่สร้างขึ้นมาทีหลัง (เช่น หลุมของฟาโรห์ตุตันคามุน ถูกสร้างทับด้วยหลุมของฟาโรห์โฮเรมเฮบ ซึ่งเคยเป็นทหารคนสนิทของพระองค์) หลุมศพทั้งหมดที่อยู่ในหุบผากษัตริย์เป็นของฟาโรห์ ยกเว้นพระนางฮัทเชปซุทพระองค์เดียวที่เป็นราชินี แต่พระนางทำตัวเสมือนเป็นฟาโรห์ (ออกว่าราชการ ฯลฯ) จึงสามารถมีหลุมศพอยู่ที่นี่ได้

 

 

Deir El-Bahari


วิหารเดลบาฮารี (Deir El-Bahari)

            เป็นวิหารที่พระนางฮัทเชปซุทสร้างไว้เพื่อเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าพระนางสืบเชื้อสายมาจากเทพ และสามารถขึ้นเป็นฟาโรห์ได้ ภายในมีรูปวาดเกี่ยวกับการที่พระนางมีบิดามารดาเป็นเทพ และสืบเชื้อสายมาโดยตรง นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น (รูปแกะสลักหิน) เป็นรูปพระนางอยู่ในท่ายืนเอามือวางบนหน้าอก เหมือนที่ฟาโรห์องค์อื่นๆสร้าง เพื่อเป็นการยืนยันการเป็นฟาโรห์ของพระนาง เชื่อว่าผู้ที่ออกแบบวิหารนี้คือ เซเนมุท สถาปนิกคนสนิทของพระนาง (ภายหลังมีการพบหลักฐานเป็นภาพวาดลักษณะล้อเลียนว่าพระนางมีความสัมพันธ์กับเซเนมุทด้วย)

 

Memnon

 

รูปสลักหินเมมน่อน
            เป็นรูปสลักหิน 2 ตัวอยู่ในท่านั่ง เชื่อว่าเป็นรูปสลักของเมมน่อนที่ไปรบและเสียชีวิตในสงครามที่ทรอย เมื่อแม่ของเขารู้ก็เสียใจมาก จึงภาวนากับเทพเพื่อให้เจอลูกอีกครั้ง เทพจึงประทานให้ได้เจอกับที่นี่ แม่ของเจาจึงสร้างวิหารไว้เป็นการบูชาเทพ แต่ปัจจุบันพังทลายจนเหลือแค่รูปสลัก 2 ตัวนี้เท่านั้น (แต่จิงๆแล้วเป็นวิหารของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 ที่ทรงสร้างไว้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ แต่ปัจจุบันส่วนที่เป็นวิหารไม่มีแล้ว เหลือแค่รูปสลัก 2 ตัวนี้เท่านั้น)